|
อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับธุรกิจโรงพยาบาล |
|
|
|
STORAGE & BACKUP
|
|
Written by Suwaschai Leesujaritkul
|
|
Monday, 16 February 2009 16:39 |
|
? ????
?ภายใน 10 ปี ประชาชนชาวอเมริกันทุกคนจะต้องมีประวัติสุขภาพส่วนบุคคลในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์? ? ? ในปัจจุบันนี้จะพบว่าธุรกิจโรงพยาบาลในประเทศไทยไม่ได้เพียงแต่ให้บริการเฉพาะคนไข้ภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ได้มีการยอมรับทางด้านฝีมือและราคาของโรงพยาบาลในประเทศไทยจากหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อที่สูงและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในประเทศเหล่านั้นค่อนข้างสูง ทำให้มีกรุ๊ปทัวร์จากหลายๆ ประเทศเข้ามาเพื่อตรวจสุขภาพ หรือทำการรักษาในประเทศไทยมากขึ้น เพราะนอกจากค่าใช้จ่ายโดยรวมใกล้เคียงกันแต่คุณภาพการให้บริการที่สูงกว่าและยังได้เที่ยวประเทศไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ทำให้หลายๆ โรงพยาบาลมีการปรับมาตรฐานการให้บริการด้านสุขภาพและมาตรฐานอื่นๆ เพื่อรองรับชาวต่างชาติเหล่านั้น ตามมาตรฐานสากลอย่างเช่น ISO9001,ISO14001, HIPAA, HL7 เป็นต้น ทำให้เกิดข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ขนาดมหาศาลที่ต้องจัดการขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ดังนั้นธุรกิจทางด้านสุขภาพอย่างเช่น โรงพยาบาล ก็เป็นอีกกลุ่มที่มีอัตราการบริโภคทรัพยากรจัดเก็บข้อมูลอย่างสูงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
ทำไมจึงต้องมีเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ หากย้อนกลับไปดูนโยบาย ด้านสุขภาพของประเทศยักษ์ใหญ่อย่างเช่นอเมริกา ก็จะพบว่าจอร์ช บุช ผู้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ได้เคยประกาศเอาไว้เมื่อเดือนมกราคม 2547 (เมื่อ4ปีที่แล้ว) เอาไว้ว่า ?ภายใน 10 ปี ประชาชนชาวอเมริกันทุกคนจะต้องมีประวัติสุขภาพส่วนบุคคลในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์? ซึ่งจากคำประกาศดังกล่าวทำให้มีการสร้างมาตรฐานเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EMRs: Electronic Medical Records) เพื่อให้องค์กรต่างๆ ที่ต้องมีการเก็บประวัติสุขภาพของคนไข้ต้องจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ใน รูปแบบที่กำหนด ซึ่งหากมีการถามว่าเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์มีผลกระทบอย่างมหาศาลต่อระบบไอ ทีดั้งเดิมหรือไม่นั้น จะขึ้นกับว่าผู้ถามคือใคร และกำลังมองในมุมไหนมากกว่า ไม่สามารถที่จะตอบแบบตายตัวได้ จากมาตรฐานของเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ หากมีความต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลคนไข้ทั่วไปเฉลี่ยประมาณ 2 MB นั้น ถ้ามีคนไข้อยู่ 1 ล้านคน นั่นก็หมายความว่าจะมีความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมากถึง 2 TB ซึ่งหากมองในปัจจุบันจะพบว่าดิสก์ขนาด 1 - 2 TB นั้นถึงแม้ว่าสามารถหาซื้อได้ในราคาที่ไม่สูงมากนักก็ตาม แต่ปัญหาใหญ่กลับอยู่ที่การรวมศูนย์ข้อมูลคนไข้และใช้ข้อมูลขนาดมหาศาลนี่ร่วมกันระหว่างสาขาของโรงพยาบาลต่างหาก ดังนั้นหากจะมองที่โครงสร้างของระบบเครือข่ายในปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นฟาสต์อีเธอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงสุดแค่ 100 MBbs ก็อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้ได้ ทำให้มีการพูดคุยถึงเรื่องการเปลี่ยนระบบเครือข่ายเป็นแบบกิกะบิตอีเธอร์เน็ต เพื่อให้ความเร็วในการทำงานระหว่างสาขาสูงมากขึ้น ?? ? อีกปัญหานึงที่มีความซับซ้อนและต้องการการพิจารณาอย่างระมัดระวังก็คือ ข้อมูลอะไรของคนไข้ที่จำเป็นต้องจัดเก็บบ้าง ตัวอย่างเช่น ชาร์ตประวัติการรักษาที่แขวนอยู่ที่ปลายเตียงคนไข้ หรือผลการ X-RAY, ผลการสแกน CAT, EKG หรือผลการทดสอบตัวยาต่างๆ, ประวัติการแพ้ยาของคนไข้ หรือผลการตรวจสอบ DNA หรือแม้แต่ไฟล์เอกสาร, หรือไฟล์ที่สแกนจากเอกสารที่เป็นลายมือแพทย์ อีเมล์ที่ใช้ประกอบการรักษาต่างๆ ซึ่งต้องพิจารณาว่าจะมีอะไรบ้างที่ต้องการจัดเก็บ ขนาดของไฟล์แต่ละประเภทที่ต้องการจัดเก็บนี้มีขนาดใหญ่มากแค่ไหน โดยเฉพาะข้อมูลประเภทรูปภาพที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ จากนั้นจึงจะสามารถบอกได้ว่าขนาดของข้อมูลคนไข้เฉลี่ยต่อคนควรจะเป็นเท่าไหร่ 2 MB, 80 MB หรือมากกว่านั้น และสุดท้ายจึงจะบอกได้ว่าต้องการอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลใหญ่ขนาดไหนจึงจะเพียงพอต่อความต้องการจัดเก็บข้อมูล
ตัวอย่างการคำนวณข้อมูลที่ต้องจัดเก็บสำหรับคนไข้ 1. ประวัติสุขภาพส่วนบุคคลโดยปกติมีขนาดไม่เกิน 1 MB ต่อคน 2. ผลการสแกนเอกสารเป็นไฟล์ TIFF จะมีขนาดไฟล์ประมาณ 1 MB ต่อหน้า 3. ประวัติการรักษาที่สำคัญโดยยังไม่ได้รวมรูป จะมีขนาดไฟล์ประมาณ 40 MBต่อคน 4. กรณีที่มีการเก็บรูปในระบบ PACS* จะมีขนาดไฟล์ประมาณ 300 MB ต่อรูป 5. กรณีที่มีการเก็บประวัติข้อมูลยีนส์พันธุกรรม, หรือ DNA จะมีขนาดไฟล์ขั้นต่ำประมาณ 3 GB ต่อคน
หมายเหตุ : PACS หรือ Picture Archiving and Communication System คือ ระบบที่ใช้ในการจัดเก็บรูปภาพทางการแพทย์ ( Medical Images) และรับ-ส่งข้อมูลภาพ ในรูปแบบ Digital โดย PACS ใช้การจัดการรับส่งข้อมูลผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยการส่งภาพข้อมูลตามมาตรฐาน DICOM ซึ่งการนำระบบ PACS มาใช้นั้นเพื่อแทนระบบการถ่ายภาพที่ใช้ฟิล์มแบบเดิม ทำให้ลดขั้นตอนการทำงานลงเป็นอย่างมาก จึงทำให้สามารถให้บริการแก่ผู้มารับบริการได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
ความท้าทายใหม่ของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ?? ?จากการศึกษามาตรฐานเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ที่กล่าวถึงในเบื้องต้นเทียบกับระบบแบบดั้งเดิมพบว่าจะมีการปรับปรุงการดูแลคนไข้และลดต้นทุน ซึ่งการลดต้นทุนนั้นจะเกิดขึ้นจาก 2 ทางหลักๆ ก็คือการกำจัดข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกัน เช่น ผลทดสอบหรือผล X-RAY เป็นต้น และทำให้ข้อผิดพลาดลดลง เนื่องด้วยมีการเก็บข้อมูลเพียงที่เดียว ทำให้แพทย์สามารถค้นหาปัญหาและตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมบนข้อมูลที่ครบถ้วน ที่ได้รับจากข้อมูลการรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ ด้วย เพราะบางครั้งเราอาจจะเคยแพ้ยาบางประเภท แต่ที่โรงพยาบาลที่กำลังรักษาเราอยู่ไม่เคยทราบมาก่อน ทำให้จ่ายยาที่เราแพ้มาให้ ทำให้เกิดการรักษาผิดพลาดขึ้นได้ แต่ถ้าแพทย์รู้จากประวัติการรักษาของโรงพยาบาลที่เราไปรักษาประจำก็จะได้ไม่ต้องจ่ายยาที่เราแพ้มาให้อีก
ความท้าทายที่สำคัญในการทำเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ก็คือปัญหาทางด้านเทคนิคและกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่เวชระเบียน และเนื่องจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์นั้นเกิดจากการเก็บข้อมูลจากระบบหรือแอพพลิเคชั่นที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจจะมากถึง 150 - 200 แอพพลิเคชั่นเลยทีเดียว เพราะอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ผลิตจากหลากหลายแหล่งและหลายมาตรฐานนั่นเอง และนอกจากนั้นเอกสารที่ถูกบันทึกเอาไว้ในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะที่เป็นลายมือของแพทย์ในการบันทึกประวัติการรักษาคนไข้ หรือยาต่างๆ ที่จ่ายให้กับคนไข้ จะต้องถูกสแกนเป็นไฟล์ PDF หรือ TIFF เพื่อเก็บบันทึกใน EMR ด้วย แล้วทำให้การจัดการกับข้อมูลของคนไข้นั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควรเลยทีเดียว ?? ? อีกความท้าทายที่สำคัญของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ก็คือภาพหรือผลการแสกนต่างๆ ที่ใช้ประกอบการรักษาที่จำเป็นต้องเก็บภาพที่มีความละเอียดสูงมากๆ เพราะจะมีผลต่อการวินิจฉัยอย่างมาก นอกจากนี้ข้อมูลเกี่ยวกับยีนส์ หรือ DNA ก็เป็นอีกสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญและเริ่มจะมีการตรวจรักษาจากยีนส์พันธุกรรมเพิ่มเติมจากการรักษาแบบเดิมๆ แต่ขนาดโรงพยาบาลขนาดใหญ่ๆ ในอเมริกาก็ยังมีไม่ถึงครึ่งที่จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับยีนส์หรือ DNA เลย เพราะว่าไฟล์ข้อมูลนั้นต้องใช้พื้นที่จัดเก็บมากถึง 3 GB ต่อคนเลยทีเดียว
นอกจากนี้เรื่องเครือข่ายที่ใช้ในการติดต่อกับข้อมูล EMR นั้นก็เป็นอีกเรื่องที่ท้าทายต่อการติดตั้งระบบอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ดังได้กล่าวเอาไว้ในตอนต้นแล้วว่าควรจะมีการพิจารณาใช้เครือข่ายแบบกิกะบิตอีเธอร์เน็ตแทนที่ระบบเครือข่ายแบบฟาสต์อีเธอร์เน็ตที่เป็นที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน
สิ่งที่โรงพยาบาลที่จะใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ต้องคำนึงถึง 1. โรงพยาบาลทุกแห่งควรจะใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบเครือข่ายแบบเดียวกัน หรือใช้มาตรฐานเดียวกัน 2. โรงพยาบาลที่ใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบ DAS ควรจะเปลี่ยนไปใช้ SANs เพื่อการแบ็คอัพ และกู้ข้อมูล 3. โรงพยาบาลขนาดเล็กหรือคลินิกมักจะเลือกใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบ NAS
บทสรุป ?? ?สำหรับประเทศไทยเอง จะพบว่ามีบางโรงพยาบาลที่มีการจัดเก็บเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์เอาไว้เพื่อให้แพทย์จากโรงพยาบาลอื่นๆ ที่ได้รับอนุญาตแล้วเข้ามาดาว์นโหลดออกไปใช้ประกอบการรักษาได้เช่นกัน แต่ข้อมูลที่มีอยู่นั้นก็ยังไม่ได้ครบถ้วนซะทีเดียว แต่ก็เป็นการยืนยันได้อย่างนึงว่าประเทศไทยเองก็มีแนวโน้มที่จะนำแนวคิดของเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์มาใช้อย่างแพร่หลายในอนาคตอันไม่ไกลนัก ดังนั้นหากองค์กรของคุณยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะออกแบบการจัดเก็บข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์แบบใดดี การพิจารณาข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่จะทำให้เราไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลในภายหลังนะครับ
By Windows ITPro Magazine Issue : September 2008 ? ? |